เฮนรี ฟอร์ด เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ และได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนก่อให้เกิด “ชนชั้นกลาง” ขึ้นมาในสังคมอเมริกัน ฟอร์ดเป็นผู้แรกที่ประยุกต์
ระบบสายพานการผลิตเข้ากับการผลิตยานยนต์ในจำนวนมาก ๆ ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ปฏิวัติการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลอย่างมากกับ
วัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยนักทฤษฎีสังคมหลายคนถึงกับเรียกช่วงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมช่วงนี้ว่า “แบบฟอร์ด” (Fordism)
ประวัติความเป็นมา
ฟอร์ด เป็นวิศวกรของบริษัทเอดิสัน ในเมืองดีทรอยต์ เขาได้รับมอบหมายให้ศึกษาและพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน จนกระทั่งสามารถ
พัฒนารถยนต์สี่ล้อคันแรกสำเร็จในปี 2439 เขาตั้งชื่อว่า “ฟอร์ด ควอดริไซเคิล” (Ford Quadricycle) ต่อมา ในปี 2446 เขาได้ตั้ง “บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์”
(Ford Motor Company) ร่วมกับเพื่อน ๆ นักประดิษฐ์ พ.ศ. 2446 เขาริเริ่ม นำระบบสายพานมาใช้ในการผลิต โดยให้อุปกรณ์ไหลไปตามสายพานและให้คน
งานประกอบรถยนต์ทีละส่วน และทำให้ผลิตรถยนต์หนึ่งคันเพียงชั่วโมงครึ่ง เขาผลิตรถยนต์ ฟอร์ด โมเดล ที จากเดิมราคา 850 ดอลลาร์ เหลือเพียง 360
ดอลลาร์ ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากอเมริกันชนเป็นอย่างดี เพราะเป็นรถยนต์ที่สวยงาม มีความแข็งแรงทนทาน และมีราคาถูก
กว่ารถยนต์ยี่ห้ออื่นในตลาดเกือบครึ่ง รถยนต์รุ่นนี้ผลิตจนถึงปี 2470 จำหน่ายได้ทั้งหมดราว 15 ล้านคัน
ต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทฟอร์ดก็ยังประสบความสำเร็จในการผลิตเครื่องบิน “ฟอร์ด 4เอที ไตรมอเตอร์” (Ford 4AT Trimotor) ฟอร์ดมี
ส่วนในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ให้ก้าวหน้าขึ้นกลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ฟอร์ดถึงแก่กรรม 7 เมษายน 2490 ฟอร์ดได้รับ
การยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการผลิตระบบสายพาน” ปัจจุบันบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ได้ขยายกิจการธุรกิจรถยนต์ไปทั่วโลก โดยเป็นเจ้าของธุรกิจรถยนต์
แบรนด์อเมริกันคือ “ฟอร์ด” (Ford) “ลินคอล์น” (Lincoln) และ “เมอร์คิวรี” (Mercury) และปัจจุบันยังมีหุ้น แอสตันมาร์ติน (Aston Martin) อยู่ นอกจากนี้ยัง
ร่วมลงทุนกับบริษัทผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นคือ “มาสด้า” (Mazda) และเคยเป็นเจ้าของแบรนด์อังกฤษคือ จากัวร์ (Jaguar) แลนด์ โรเวอร์ (Land Rover) และ
แบรนด์สวีเดนคือ “วอลโว่” (Volvo) ฟอร์ด มอเตอร์ทำรายได้ต่อปีประมาณ 12.6 พันล้านบาท (ปี 2549) มีคนพนักงานทั่วโลกราว 280,000 คน (ปี 2549)
บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์
ทุกวันนี้ ฟอร์ดมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” และฟอร์ดตั้งใจที่จะเพิ่มการผลิตขึ้นอีกเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโต
และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า แต่การดำเนินการในช่วงเริ่มแรกนั้นไม่ราบเรียบเท่าใดนัก
ในปี 2503 ฟอร์ดได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในเวลานั้นบริษัท ไทย มอเตอร์ อินดัสทรี ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง แอง
โกล-ไทย มอเตอร์ส กับ ฟอร์ด ยู.เค. และบริษัทนี้ก็เริ่มทำงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์อย่างรวดเร็ว ต่อมาในปี 2516 ได้มีการจัดตั้งกิจการร่วมทุนดังกล่าวเป็น
บริษัทลูกของฟอร์ดในชื่อของ ฟอร์ด ประเทศไทย แต่บริษัทนี้ยุติการดำเนินการในปี 2519
แต่ฟอร์ดยังคงไม่ละทิ้งความพยายามโดยรุกตลาดไทยอีกครั้งหนึ่งในปี 2538 พร้อมการก่อตั้ง บริษัท ออโต อลิอันซ์ จำกัด ขึ้นซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง
ออโต อลิอันซ์ มีฟอร์ดเป็นเจ้าของร่วม (ร้อยละ 48) มาสดา (ร้อยละ 45) เคพีเอ็น (ร้อยละ 2) และเอสเอ็มซี (ร้อยละ 5) โรงงานดังกล่าวเป็นการลงทุนมูลค่า
500 ล้านดอลลาร์ และมีหน้าที่หลักในการผลิตรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และ มาสดา ไฟท์เตอร์ บี-ซีรีส์
บริษัท ฟอร์ด เซลส์ & เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2539 และบริหารงานโดยบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งถือหุ้น
ทั้งหมดและรับผิดชอบด้านกิจกรรมการตลาดทั้งหมดของฟอร์ดในประเทศไทยตลอดจนควบคุมการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้ฟอร์ดสามารถศึกษา
ความต้องการของลูกค้าชาวไทย เพื่อให้เจ้าของรถฟอร์ดชาวไทยได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากรถยนต์ฟอร์ด ตลอดจนตัวแทนจำหน่ายและบริการใน
ประเทศไทยทุกรายผ่านการคัดเลือกเป็นอย่างดีแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนเพื่อให้บริษัทสามารถนำความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าได้ตามเป้าประสงค์
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2541 ออโต อลิอันซ์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัวรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ที่โรงงานผลิตแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โดยคาดไว้ว่าจะมีการ
ผลิตรถรุ่นนี้ 130,000 คันต่อปี แยกเป็นรถยนต์ที่ประกอบสำเร็จ 100,000 คันและชุดชิ้นส่วนอีก 30,000 ชุดสำหรับส่งออกไปโรงงานประกอบแห่งอื่นๆ
จากนี้ต่อไป ฟอร์ด ไทยแลนด์ จะริเริ่มการคิดค้นพัฒนาที่สำคัญ ทำการลงทุนอย่างต่อเนื่องและร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสังคม ฟอร์ดเป็นผู้บุกเบิกด้าน
เทคโนโลยีแกสโซฮอล์ของโลก และบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็กำลังเพียรพยายามเพื่อเปิดตัวเทคโนโลยีดังกล่าวในประเทศไทยในอนาคตเพื่อ
ประโยชน์ของลูกค้าฟอร์ดในประเทศไทย